lekplease's profileCome To My PlacePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
August 23 A dAy In YouR LiFe of AraShi
August 16 คิดถึงเพื่อนๆ จางเยย คืนนี้นอนไม่หลับอ่ะ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ปกตินะป่านนี้คงนอนกลิ้งไปแล้น เราอ่ะนอนง่ายจะตาย "เมื่อหัวถึงหมอน" คุณเธอก็หลับไม่รู้เรื่องแล้น จะตื่นอีกทีก็ต่อเมื่อท้องร้อง โครกคราก..นั่นแหละ "นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นกิน" ใช้ได้เลยแหละประโยคนี้ เฮ้อ..พอพูดถึงนอนหลับ อยากจะแก้เหมือนกันนะ เพราะรู้สึกว่าตัวเองจะหลับง่ายไปหน่อยและหลับลึกเกินเหตุ ถ้าใครมารักหลับจะทำงายดีเนี่ย.. หล่อก็สมยอม อิอิ 555 (ล้อเล่นนะคะ) ก็เนื่องจากเหตุเกิดเมื่อวันนึง หลังจากทำงานกันเสร็จเกือบตีสามก่าๆ พวกเราเหล่าผองเพื่อนที่รักการเดินทาง (ไม่หลับไม่นอน) ริอยากไปกินอาหารเช้าที่บ้านเกิดนายกฯ ชวน ไม่ธรรมดานะหาดใหญ่ก็มีถมเถ แต่ดั๊น..อยากกินกันไกล ก็เลยขับรถกันไปร่วมด้วยช่วยกัน 5 คน มีแหลน โน้ต (เพื่อนแหลนจากเมืองหลวง) ค็อป ป๋อม และฉัน ซึ่งนอนคนแรกเลย พอถึงเมืองตรัง เพื่อนๆ ก็ชวนลงไปกินร้านเดิมเจ้าเก่า แต่อิฉันง่วงจัด เลยขอตัวแยกวงหลับบนรถคนเดียว จนพอได้ที่แสงแดดเริ่มทักทาย ฉันก็ตื่นขึ้น และพบว่ามีกระดาษแปะอยู่กระจกรถด้านคนขับ จึงเอามาดู ปรากฏว่ามันเป็น "ใบสั่ง" นั่นเอง แรกๆ ฉันก็ยังงงๆ เบลอๆ มาได้งายวะ ทันใดนั้นฉันก็เห็นตำรวจจึงถามว่า "ไม่ทราบว่านี่เป็นใบสั่งอะรัยค่ะ" (คำถามโง่ๆ ของคนเพิ่งตื่น) ท่านพี่ตำรวจก็ตอบว่า "คุณจอดรถที่ห้ามจอด" ไอเราก็ยังเสล่อถามอย่างโง่ๆ อีกว่า "คือเป็นนักท่องเที่ยว เลยไม่รู้ว่าห้ามจอดค่ะ" ท่านพี่ตำรวจก็ตอบอีกว่า "อ้าว..น้องไม่เห็นเหรอว่านั่นป้ายห้ามจอด" ปิ้วเลยครับท่าน ก็ไม่เห็นสิวะ คนมันนอนนิ ใครจะไปเห็นล่ะ เออ!! แต่ก็นั่นแหละ ซวยเลยตู.. เพราะจะโทรหาเพื่อน ก็ดั๊นไม่เอามือถือมา จะเดินออกไปหา ก็ไม่ได้ เพราะกระจกฝั่งคนขับเปิดเยอะเกินไป คนนอกสามารถเอามือล้วงมาเปิดประตูได้ (โชคดีนะเนี่ย.. ตอนหลับไม่มีใครมาทำมิดีมิร้าย ไม่งั้นยุ่งก่าเดิม) คราวนี้ให้ทำงายล่ะ ร้อนก็ร้อน เซ็งก็เซ็ง เลยมานั่งรอนอกรถ เดินจงกลมฆ่าเวลา สักแปบเพื่อนๆ ก็เดินกลับกันมาหน้าบาน แต่ดิฉันไม่ขอร่วมด้วย เลยตะโกนโวกเวก โบกไม้โบกมือ เต้นแรงเต้นกา ร้องเรียกเพื่อน "เฮ้ย รถโดนล็อคล้อ" ไอเพื่อนรักแต่ละคน ก็ดันคิดว่าเราโกรธที่พวกมันหายกันไปนาน แต่จิงๆ ไม่ใช่เล้ย ฮ่าย..เหนื่อยใจเลยตู แต่พอถึงรถเพื่อนๆต่างก็ลงความเห็นว่า "ซวยแล้น" เพราะไปเที่ยวทริปนี้ไม่ค่อยมีคนพกเงินมาเลย จะเอาเงินที่ไหนมาเสียค่าปรับล่ะเนี่ย แถมกลับบ้านยังไม่รู้เลยว่าจะพอค่าน้ำมันรถอ่ะป่าว ดีนะเนี่ยที่มีแม่พระโน้ตมาโปรด ขณะที่กำลังพยายามหาลู่ทางไปโรงพักอยู่นั่น พวกเราก็ได้รับอไมตรีจากตำรวจท่านหนึ่ง ที่ปราณีมาก (ประชด) ทำให้พวกเรามีน้ำโหขึ้นมา กะจะทำร้ายโซ่ล็อคล้อให้ได้ แต่ก็ดันมีพลเมืองดี ปากเป็นศรีบอกสามีตำรวจว่าพวกเราจะทำลายทรัพย์สมบัติราชการ (อย่างงี้น่าจะให้รางวัลภริยาดีเด่นนะเนี่ย) ก็ยิ่งทำให้เกิดเรื่องเพิ่มขึ้น นายตำรวจโมโหเกรี้ยวกราดหาเรื่องกะพวกเราอยู่พอดู จนทนไม่ไหว!! พาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง "มีกลุ่มบุคคลต่างแดนสามารถทำลายสถิติเก็นเนสบุ๊คในการโดนล็อคล้อได้แล้วครับ ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนเลย โดนล็อคล้อ 2 ล้อ ภายในเพียงไม่กี่นาทีต่อกันเท่านั้นครับ" นั่นเป็นที่มาที่ทำให้สาวแกร่งแรงเกินร้อยของเราสุดทน ต้องโทรหาป๋าใหญ่ด่วน "ป๊า.. ตอนนี้รถโดนล็อคล้ออยู่ที่ตรัง.. บลา บลา บลา บลา.. หาคนมาช่วยด่วน ทำงายก็ได้อย่าให้หนิงต้องเสียหน้านะ" นั่นคือประกาศิตของเธอ จนทำให้ร้อนถึงเหล่าผู้มีอำนาจทั้งหลายสั่นสะเทือน จนในที่สุด เรื่องก็คลี่คลาย รองผู้กำกับฯ ต้องเป็นคนประสานงาน แถมยังเลี้ยงข้าวเราด้วย ก็ไม่ให้เป็นอย่างงั้นได้งายล่ะ ในเมื่อป๋าใหญ๋ของหนิงอิทธิพลล้ำเริ่ด เล่นสายตรงถึงอัยการสูงสุดเลยนิ 555 เอากะพวกเราสิ อิอิ ก่อนจากกันไม่วายที่ท่านรองฯ อยากจะรู้คำตอบให้ได้นั่นก็คือ "ใครเป็นลูกของอัยการไม่ทราบครับ" ซึ่งพวกเราก็ทิ้งเป็นปริศนาเล่นๆ ให้ขบคิด ใครหนอ ใครหนอ.. 555 เค้าคงเดาล่ะว่าเป็นโน้ต แน่ๆ เพราะวันนั้นมีโน้ตคนเดียวที่แต่งตัวภูมิฐานสุดแล้น แถมหน้าตายังไม่อิดโรยเหมือนพวกเรา แต่คงได้แค่เดา อิอิ หลังจากนั้นพวกเราก็กลับเดินทางอย่างปลอดภัย เรื่องเล่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ทำไมคนเราต้องมีความรัก>>ทำไมคนเราต้องมีความรัก >>... ก็เพราะว่าเราทุกคนล้วนมีหัวใจ >> >>ทำไมคนเราจึงต้องโหยหาความรักอยู่ตลอดเวลา >>... ก็เพราะเราต้องการใครสักคนมาช่วยเราดูแลหัวใจของเรา >> >>ทำไมคนเราถึงไม่เคยพอกับความรัก >>... ก็เพราะว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อรักใครคนเดียว >> >>ทำไมคนบางคนถึงไม่เคยพบกับความรักสักที >>... ก็เพราะว่าเขาไม่เคยเปิดใจตัวเองให้ใคร >> >>ทำไมคนบางคนไม่เคยเปิดใจตัวเองให้ใคร >>... ก็เพราะว่าเขาอาจจะกำลังรอใครสักคนอยู่ >> >>ทำไมคนบางคนถึงต้องอกหักอยู่บ่อย >>... ก็เพราะว่าเขาปล่อยใจตัวเองตกหลุมรักอยู่ตลอดเวลา >> >>ไม่ต้องเสียใจที่เขาไม่รักเรา >>... เพราะเราและเขาอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อรักกัน >> >>ทำไมคนบางคนไม่เคยสมหวังกับความรัก >>... ก็เพราะว่าเขาอาจจะยังไม่เจอคู่แท้ของเขา >> >>ทำไมคนบางคนยังไม่พบคู่แท้ของเขา >>... ก็เพราะว่าเขาอาจจะไม่เคยตามหาเลยก็ได้ >> >>ทำไมเราควรจะทำตัวเราให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา >>... ก็เพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะได้เจอคนที่ถูกใจเมื่อไร >> >>ไม่ต้องเสียใจที่เรายังไม่เจอคนที่เรารัก >>... เพราะว่าเมื่อเราเจอเขาคนนั้นเมื่อไร >> >>เราจะรู้ว่ามันคุ้มค่ามากแค่ไหนกับเวลาที่เรารอคอย >>จงทะนุถนอมหัวใจของเราไว้ให้ดี >>เพราะว่าเมื่อเราเจอคนที่ใช่ จะได้มอบมันให้เขาด้วยความภูมิใจ... >> >>... อย่าปล่อยให้โชคชะตาลิขิตชีวิตเราทั้งหมด >>แต่จงใช้มันเป็นเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิต >>โชคชะตาสามารถทำให้เราพบคนที่ถูกใจ >>แต่ตัวเราเองเท่านั้นที่สามารถทำให้เขาคนนั้นรักเรา Diet issueทฤษฎี(ไม่)ใหม่...ยิ่งกินเยอะ น้ำหนักยิ่งลด!!! เคยแปลกใจไหม!?! ว่ายิ่งอยู่ในโปรแกรมไดเอทเท่าไหร่ ก็ไม่เคยผอมได้ในระยะยาว หรือแม้น้ำหนักลดแล้วก็กลับมาอ้วนอีก บางทีเราอาจลดน้ำหนักผิดวิธี หรือรู้เรื่องโภชนาการที่ผิดๆ อยู่ก็ได้ เภสัชกรหญิง นันทวดี พิทยาพิบูลพงศ์ จาก บอดี้ ลิฟท์ อัพ ผู้มีปัญหาเรื่องความอ้วนมานาน มีคำแนะนำดีๆ ในการลดความอ้วนอย่างถูกวิธีโดยไม่ฝืนธรรมชาติมาฝาก ด้วยประสบการณ์ที่ลองผิดลองถูกจากการลดความอ้วนมาตั้งแต่วัยรุ่นไม่ได้ผล เภสัชกรหญิงจึงเริ่มต้นศึกษาหาวิธีการใหม่ๆ มาใช้ในการลดความอ้วน ซึ่งวิธีง่ายๆ ที่เธอค้นพบคือ การทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเน้นการทานโปรตีนเป็นหลัก “หลายคนเชื่อว่าการอดอาหาร หรือทานแต่ผัก ผลไม้ทำให้ผอม จริงๆ แล้วไม่ถูกต้อง เมื่อเราอดอาหาร โดยเฉพาะ งดอาหารประเภทเนื้อสัตว์และไขมัน น้ำหนักตัวที่หายไปคือน้ำหนักของกล้ามเนื้อที่เป็นโปรตีน เมื่อเราไม่ทานโปรตีน ก็ไม่มีสารอาหารตรงนี้ไปซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เพราะฉะนั้น ถ้าเราอดอาหารเหมือนที่คลินิกลดความอ้วนแนะนำ น้ำหนักที่หายไป 2 กิโลกรัม คือน้ำหนักของกล้ามเนื้อเสีย 1 กิโลกรัม แต่ถ้าอดจนกระทั่งทนไม่ไหว แล้วทานไปแค่นิดเดียวน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นเร็วมาก พอต้องอดอาหารอีกทีมันก็ลดได้ไม่เท่าครั้งแรกแล้ว เพราะเนื้อที่ของกล้ามเนื้อที่เผาผลาญนั้นหายไปหมดแล้ว” เภสัชกรหญิงอ้างอิงข้อมูลจากตำรานักโภชนาการต่างประเทศหลายเล่มที่เคยทดลองกับตัวเอง แม้แต่ทฤษฎีของ ดร.แอ็ทกินส์ที่ให้ทานแต่โปรตีนล้วนๆ ไม่ทานแป้ง แต่สิ่งที่ประสบกับทฤษฎีนี้คือ อาการปวดหัว เพราะร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรต และมีโปรตีนมากเกินไป ส่งผลให้กรดในกระเพาะเยอะ เส้นเลือดหดเกร็ง จนกระทั่งเกิดโรคไมเกรนในที่สุด ดังนั้น เธอจึงสร้างวิธีทานอาหารในแบบฉบับของตัวเอง “วิธีการลดน้ำหนักง่ายๆ คืออย่าอดอาหาร ผู้ที่ต้องการลดความอ้วนสามารถทานอาหารได้ทุกชนิด และต้องทานให้ครบทุกมื้อ แต่ขอให้เน้นโปรตีน เพราะโปรตีนมีสารที่เรียกว่ากลูคาร์กอน ซึ่งทำหน้าที่ทำให้น้ำตาลในเลือดขับออกมาใช้เป็นกลูโคส และทำหน้าที่ตรงกันข้ามกับอินซูลินที่เอาน้ำตาลในเลือดมาเป็นไขมัน ในการทานโปรตีนทำให้เราสามารถขับของเก่าออกไปได้ด้วย แต่ถ้าเน้นคาร์โบไฮเดรตก็จะมีแต่ไขมันส่วนเกิน” หลักโภชนาการเกี่ยวกับอาหาร 5 หมู่ ที่เรามักได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในการลดความอ้วนคือ เน้นทานแต่ผักและผลไม้ ซึ่งมีเกลือแร่สูงนั้น จริงๆ แล้วมันสามารถลดได้ แต่น้ำหนักที่หายไปนั้นทำให้ร่างกายหลวม หน้าตอบ ตัวย้วย ไม่สดชื่น เพราะไม่มีโปรตีนไปเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อแข็งแรง “ใครที่ชอบเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาใช้ โดยทานแต่ขนมปังกับน้ำผลไม้ในตอนเช้านั้น ทำให้อ้วนกว่าเดิม เพราะกลุ่มคาร์โบไฮเดรตใช้เวลาย่อยแค่ 40 นาที ให้อยู่ในรูปของกลูโคส ซึ่งกลูโคสจะเข้าสู่เซลล์เพื่อเผาผลาญพลังงานเองไม่ได้ จึงต้องใช้อินซูลีนจากตับอ่อนพากลูโคสเข้าสู่กล้ามเนื้อ เพื่อเผาผลาญเป็นหลังงาน แต่กิจกรรมของคนเราทุกวันนี้ต่างกัน ถ้าร่างกายไม่ได้ออกกำลังกาย กลูโคสก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันและสะสมอยู่ในร่างกาย อีกทั้งเมื่อคาร์โบไฮเดรตย่อยเร็ว ร่างกายก็จะอยากทานอาหารเร็วมากขึ้น แต่ถ้าเราทานโปรตีนซึ่งใช้เวลาย่อยถึง 3 ชั่วโมง ทานควบคู่ด้วยในตอนเช้าร่างกายก็จะค่อยๆ ย่อยทำให้กลูโคสไม่สูงจนเกินไป” เภสัชกรหญิงปรับความรู้เรื่องคาร์โบไฮเดรตให้เข้าใจได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ส่วนส้มตำที่ใครคิดว่าเป็นเมนูหลักในการลดความอ้วนนั้น กลายเป็นอาหารที่ทำให้ช่วงต้นขาใหญ่ขึ้น เพราะความเค็มในส้มตำหรืออาหารรสเค็มจะมีโซเดียม ซึ่งจะอุ้มน้ำแล้วเข้าไปสู่ตับ แล้วจะถูกเก็บไปไว้ที่ช่วงล่างทำให้เกิดอาการบวม ดังนั้น ควรเลือกทานอาหารที่ไม่เค็มมาก เภสัชกรหญิงแนะนำอาหารสูตรลดความอ้วนในแบบฉบับของตัวเองว่า หากใครชอบทานขนมปังกับนม ก็ควรทานไข่ หรือหมูปิ้งร่วมไปด้วย หรือจะเป็นโจ๊กเน้นหมูหรือเนื้อสัตว์ เธอแนะนำถึงการรับประทานไข่ว่า ไข่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ดังนั้น ควรรับประทานไข่วันละ 1-2 ฟอง สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจควรรับประทานไข่วันละฟองได้ เพราะในไข่มีคอเลสเตอรอล HDL ซึ่งดีต่อร่างกายซึ่งได้จากการออกกำลังกายและแหล่งอาหาร นอกจากนั้น การดื่มนมก็ควรเลือกดื่มแบบมีไขมัน เพราะทำให้อิ่มโดยไม่ต้องพึ่งไขมันจากคุ้กกี้ หรือขนมเค้ก มื้อเที่ยงทานก๋วยเตี๋ยว แต่ต้องสั่งพิเศษเพิ่มเนื้อ เพิ่มผัก ขอเส้นน้อยๆ หรือทานเกาหลาพิเศษกับข้าวเปล่า 1 ถ้วย หรือหากใครที่ชอบอาหารหนักๆ ก็สามารถทานขนมจีนแกงเขียวหวานได้เลย เพราะกะทิทำให้เกิดการเผาผลาญเพิ่มขึ้นและอยู่ท้อง ทำให้อิ่มนาน ดังนั้น ใครที่เลือกทานแกงเขียวหวานไก่ ก็เลือกไก่เยอะๆ มะเขือเยอะๆ ขนมจีนน้อยๆ สำหรับมื้อเย็น สามารถทานได้เป็นปกติ แต่หากใครที่อยากให้หน้าท้องยุบควรทานโปรตีนเยอะๆ เพราะร่างกายซ่อมแซมกล้ามเนื้อในช่วงเวลานอนถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อฮอร์โมนในการเจริญเติบโตหลั่ง ก็จะนำพลังงานเก่าออกมาใช้ขณะซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ยิ่งนอนมาก ร่างกายจะผอมลงมาก เพราะฮอร์โมนจะมากตาม แต่หากทานแต่ผักก่อนนอน ร่างกายก็จะซ่อมแซมตัวเองได้ยาก ส่วนอาหารที่เภสัชกรหญิงคนนี้แนะนำให้งด ในช่วงลดน้ำหนัก คือ น้ำผลไม้ต่างๆ ทั้ง 100% หรือแบบผสม เพราะมีน้ำตาลฟลุกโตส ทำให้ได้รับกลูโคสสูง และร่างกายก็จะอยู่ในสภาพสะสมไขมัน ทางที่ดีควรทานผลไม้แทนเพราะยังมีไฟเบอร์ที่เมื่อถูกย่อยแล้วจะค่อยๆ ปล่อยกลูโคสออกมา ส่วนใครที่ชอบทานโยเกิร์ตในช่วงเช้า ควรทานไข่ดาว หรือเนื้อสัตว์คู่กันไปด้วยเพื่อเพิ่มปริมาณโปรตีนให้กับร่างกาย จะได้ไม่หิวเร็ว ควรงดทานคุ้กกี้ เพราะมีทั้งแป้งและน้ำตาล แต่หากใครที่อดทานไม่ได้ก็ควรทานพร้อมกับนม ส่วนใครที่ชอบทานขนมหวาน หรือผลไม้ควรรับประทานหลังอาหารทันที เพราะเมื่อเลือกทานขนมหวานก็ควรลดปริมาณข้าวลง ที่สำคัญหากทานเนื้อสัตว์ก็ต้องทานควบคู่กับผักเสมอ เพราะไฟเบอร์ในผักจะช่วยดูดซับไชมันส่วนเกินออกไป เพราะร่างกายต้องการโปรตีนอยู่ตลอดเวลา และเราต้องใช้สมองอยู่เสมอ เซลล์สมองต้องใช้โปรตีน ทั้งน้ำย่อยต่างๆ อย่างกลูคาร์กอนก็ต้องการโปรตีน อีกทั้ง ภูมิคุ้มกันของร่างกายก็ทำจากโปรตีน ทุกอย่างสร้างอยู่ตลอดเวลา โปรตีนเมื่อย่อยแล้วร่างกายยังไม่ได้นำมาใช้เป็นพลังงาน แต่จะถูกเก็บไว้เป็นพลังงานสำรอง เมื่อคาร์โบไฮเดรตถูกย่อยแล้วร่างกายถึงจะนำมาใช้ ดังนั้นใครที่กำลังคิดลดความอ้วนด้วยการงดอาหารบางหมู่ จึงถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายโดยตรง แต่การเลือกผอมด้วยการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตลงจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้ได้ผล... ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่า กล้าพอที่จะเปลี่ยนทัศนคติในการลดความอ้วนได้หรือไม่!?! |
|
|